พิจารณาข้อร้องเรียนกรณี ขสมก. เปลี่ยนคู่สัญญาเช่าพื้นที่โฆษณาบนรถเมล์ปรับอากาศจากบริษัท ก่อเกียรติ กรุ๊ป เป็นบริษัท แพลน บี มีเดีย พร้อมข้อกล่าวหาปลอมแปลงเอกสารและหนังสือรับสภาพหนี้ 50 ล้านบาท กมธ. สรุปว่าคดีส่วนใหญ่ศาลตัดสินถึงที่สุดแล้ว จึงแนะนำช่องทาง ป.ป.ช./ป.ป.ท. สำหรับข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐ
การประชุมครั้งนี้เป็นการพิจารณาข้อร้องเรียนกรณี ขสมก. แก้ไขสัญญาสัมปทานโฆษณาบนรถเมล์ปรับอากาศ 1,220 คัน โดยผู้ร้องเรียน (นายก่อเกียรติ) อ้างว่ามีการปลอมแปลงเอกสาร สับเปลี่ยนคู่สัญญา และจัดทำหนังสือรับสภาพหนี้ 50 ล้านบาทโดยมิชอบร่วมกับอดีตเจ้าหน้าที่รัฐ ทาง ขสมก. ชี้แจงว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาให้สิทธิ์เช่าพื้นที่หารายได้ ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน และข้อกล่าวหาส่วนใหญ่ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องจนคดีถึงที่สุดแล้วกว่า 20 คดี คณะกรรมาธิการฯ จึงให้คำแนะนำแก่ผู้ร้องเรียนให้ใช้ช่องทางตามกฎหมายยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช., ป.ป.ท. หรือคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ พร้อมขอความร่วมมือจาก ขสมก. ให้เปิดเผยเอกสารตามขั้นตอนเพื่อความโปร่งใส
ข้อกล่าวหาอดีตเจ้าหน้าที่ ขสมก. ร่วมทุจริตปลอมแปลงเอกสารและหนังสือรับสภาพหนี้ 50 ล้านบาท และการเปลี่ยนตัวคู่สัญญาเช่าพื้นที่โฆษณาโดยไม่ผ่านการประมูลใหม่ ควบคู่กับคำถามเรื่องขอบเขตอำนาจของ กมธ. ในการก้าวล่วงข้อพิพาทเอกชนที่ศาลตัดสินแล้ว
กมธ. ไม่มีอำนาจก้าวล่วงคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดแล้ว แต่มีอำนาจตรวจสอบการบริหารทรัพย์สินของ ขสมก. ตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ ข้อ 90(14) และแนะนำให้ผู้ร้องเรียนใช้กลไก ป.ป.ช./ป.ป.ท. และ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ สำหรับข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐ